วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

"I have a very happy life." - Sam Berns

"I have a very happy life." - Sam Berns

Sam Berns (1996-2014) ตายเมื่อ 10 มกราคมที่ผ่านมานี่เอง เขาเป็นโรคแก่ก่อนวัย – Progeria อาการผิดปรกติทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้อวัยวะส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะหัวใจเสื่อมเร็วกว่าคนปรกติมาก แซมตายอายุ 17 ปีครับ น้ำหนักเขาแค่ 20 กว่ากิโล เขาเป็นโรคที่ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 350 คนเท่านั้นเอง และยังไม่มีองค์ความรู้มากพอเกี่ยวกับโรคนี้ แต่ถือว่าแซมอายุยืน เพราะคนที่เป็นโรคนี้มักตายอายุ 13 ปีเท่านั้นเอง แม้พ่อแม่เขาเป็นหมอ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

แต่แซมเป็นตัวอย่างที่ชีวิตที่คุ้มค่า เขาบอกเสมอว่า "I have a very happy life." เขามีความสุขกับชีวิตมาก คนคงสงสัยว่าทำไม? ทั้ง ๆ ที่ชีวิตเขาเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย เต็มไปด้วยเครื่องหมายลบ และรู้ทั้งรู้ว่าเขาคงอยู่ในโลกได้ไม่นาน แซมบอกว่ามีเคล็ดลับอย่างน้อย 4 ข้อของการมองในแง่บวกครับ

(1) "Be ok with what you ultimately can’t do because there is so much you CAN do." สนใจสิ่งที่เราทำได้ มากกว่าจะไปสนใจในสิ่งที่เราทำไม่ได้ เพราะอย่างไรคุณก็ทำมันไม่ได้อยู่ดี เขายกตัวอย่างว่าถึงจะป่วยเป็นโรคร้าย แต่เขาไม่ใช่เวลาส่วนใหญ่คิดถึงโรคนี้ (เพราะอย่างไรก็เอาชนะมันไม่ได้อยู่แล้ว) มีเรื่องที่ทำได้เยอะแยะที่ควรทำ

(2) "Surround yourself with people you want to be around." อยู่กับคนที่คุณอยากอยู่ด้วย ง่าย ๆ ครับ แซมบอกว่าเขามีความสุขเพราะพ่อแม่ ญาติพี่น้องและเพื่อน เป็นประสบการณ์เชิงบวกที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเขา

(3) "Keep moving forward." อย่าจมปลักอยู่กับที่ ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป อย่าร่ำไห้กับอดีต มองหาอนาคตสดใสที่รออยู่เสมอ แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็ตาม (เฝ้ารอให้หนังสือการ์ตูนที่ชอบออกเล่มใหม่ รอให้วงดนตรีออกอัลบัมใหม่ ฯลฯ) ทำสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตสดใสเสมอ

(4) "Never miss a party if you can help it." อย่าพลาดงานปาร์ตี้ ถ้ามีโอกาส

HBO เอาชีวิตของแซมไปทำสารคดีด้วย "Live according to Sam." ก่อนตายสามเดือน เขาพูดสิ่งที่ผมเขียนถึงข้างบน รับชมวิดีโอได้ครับ


Life According To Sam - Trailer from Fine Films on Vimeo.

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนจบ

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนจบ


                 ประวัติของป้อมมาซาดาที่เป็นที่จดจำในหมู่นักประวัติศาสตร์และผู้ศึกษาประวัติศาตร์ประการหนึ่งคือ การสังหารหมู่ของกบฏซิคารี ทั้ง 960 คน ระหว่างการกบฏครั้งใหญ่ของชาวยิว (The Great Revolt) เมื่อ ค.ศ. 66 ที่ใช้วิธีการจับสลากกันในกลุ่มของชายนักรบว่าผู้ใดจะเป็นผู้ลงดาบสังหารเพื่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องคมดาบของทหารโรมันที่กำลังรุกคืบเข้ามายังป้อมมาซาดา

                 กลุ่มกบฏซิคารีเป็นชาวยิวที่รวมใจกันต่อต้านอาณาจักรโรมันที่รุกรานเข้ายึดพื้นที่ถิ่นฐานของชาวยิวจนเมื่อมีการสร้างป้อมมาซาดา เพื่อใช้สังเกตการณ์การรุกรานของกองทัพโรมันที่ใช้ทะเลเดดซีเป็นเส้นทางผ่าน ชาวยิวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยังอยู่รอด และใช้อาวุธทุกอย่างที่ขนขึ้นมาจากตีนเขา ทั้งหินก้อนกลมขนาดใหญ่เล็ก ถังบรรจุน้ำมันติดไฟ อาวุธยิงทั้งหลายไปหมดแล้ว แต่กองทัพทหารโรมันยังคงดาหน้าบุกขึ้นมา นักรบกลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่จึงตัดสินใจตายพร้อมกัน

                 ชายทุกคนจะเขียนชื่อลงบนแผ่นดินเผาเล็กๆ นำมาใส่ไว้ในภาชนะ ใครที่จับชื่อเพื่อนได้ ก็ต้องทำหน้าที่เพชฌฆาตสังหารเพื่อนให้สิ้นชีพ พ้นภัยจากทหารโรมัน และทำเช่นนี้จนเหลือคนสุดท้ายที่ไม่สามารถสังหารตนเองได้ เนื่องจากผิดหลักศาสนา ที่ต้องเผชิญชะตากรรมที่แสนโหดร้ายจากเงื้อมมือของทหารฝ่ายศัตรู

                 ประวัติเหล่านี้ได้รับการบันทึกและเก็บหลักฐานไว้ในพิพิธภัณฑ์ป้อมมาซาดา ที่ตั้งอยู่บนตีนเขา ทางขึ้น-ลงเคเบิลคาร์ เมื่อนักท่องเที่ยวขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศของจริงบนป้อมที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 400 เมตรแล้ว ก็สามารถมาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุโบราณ สภาพความเป็นอยู่และประวัติศาสตร์ของป้อมแห่งนี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

                 ต่อจากนั้นชาวคณะก็กลับมายังตัวเมืองเยรูซาเลมเพื่อพักผ่อน อย่างที่เล่าไปแล้วว่าอากาศในนครเยรูซาเลมนั้นเย็นสบาย เย็นกว่ากรุงเทลอาวีฟอย่างเห็นได้ชัด ที่นี่จึงน่าเดินเที่ยวมากกว่ากันสักหน่อย อีกทั้งตัวเมืองยังแบ่งออกเป็น 2 โซน เมืองใหม่ กับเมืองเก่า แต่ทั้งสองแห่งก็ยังมีอารมณ์และกลิ่นอายของเมืองโบราณร่วมกันอย่างกลมกลืน

                 นอกจากนั้นบริเวณใจกลางเมืองช่วงที่ชาวคณะเดินทางไปนั้นยังมีเทศกาลแสงไฟ ที่จัดขึ้นในบริเวณสนามกีฬาโบราณ บรรยากาศคล้ายงานวัดผสมกับตลาดนัดในบ้านเรา มีสินค้าหลากหลายมาขายและมีการแสดงของศิลปินข้างถนนอยู่เป็นแห่งๆ มีการประดับประดาไฟทั่วพื้นที่สนามกีฬา ราวกับจำลองท้องฟ้าลงมาบนดิน เห็นหนุ่มสาว ครอบครัวทั้งชาวอิสราเอล ชาวปาเลสไตน์ และตะวันออกกลางที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน พากันเดินชม ชิม ช็อปกันอย่างกลมเกลียว ไม่มีแบ่งแยกศาสนา แม้ว่าในช่วงสิงหาคมที่ผ่านมานั้น บรรยากาศโดยรอบจะระอุไปด้วยไฟแห่งการปะทะระหว่างกลุ่มก่อการร้ายฮามาส ที่ใช้ดินแดนฉนวนกาซาเป็นที่มั่น กับกองทัพอิสราเอล ที่ทำหน้าที่ปกปักรักษาดินแดนและชีวิตของประชากรชาวยิว ราวกับจงอางหวงไข่

                 เช้าวันถัดมาหลังจากดื่มด่ำกับการแสดงแสงสีเสียงที่หอคอยแห่งดาวิด และเทศกาลแสงไฟ ในใจกลางนครเยรูซาเลมแล้ว ชาวคณะก็ต้องออกเดินทางอีกราว 30 กิโลเมตรไปยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอิสราเอลอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ สวนบาไฮ (Bahai Garden) ในเมืองท่าไฮฟา ของอิสราเอล ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความผสมผสานของศาสนาที่มาอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบในที่แห่งนี้

                 สวนบาไฮถือกำเนิดเกิดขึ้นเมื่อกว่า 500 ปีที่แล้ว มีพื้นที่ขนาดใหญ่ครอบคลุมเนินเขาคาเมล หรือเขาอูฐ แห่งไฮฟา ด้านที่หันหน้าเข้าหาทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นหนึ่งสวนสวยใน "บาไฮเวิลด์เซ็นเตอร์" (Bahai World Centre) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาบาไฮในเมืองไฮฟา ประกอบไปด้วยอาคาร 26 หลัง อนุสาวรีย์อีก 11 แห่ง รวมทั้ง "วิหารแห่งบาฮาอุลลาห์" (Shrine of Baha'u'llah) ในอาเครอ (Acre) และ "วิหารแห่งบับ" (Shrine of Bab) ในไฮฟา

                 ทั้งยังมีสวนสวยประดับด้วยต้นไม้หลากสีสันและรูปทรง ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี พื้นที่นี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นรอบๆ โดยมีไกด์ในแต่ละภาษาเป็นผู้นำชมเพื่อความลึกซึ้งแห่งสัมผัสของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

                 บาไฮ เวิลด์ เซ็นเตอร์ ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลอิสราเอล แต่อยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ ที่ส่งเจ้าหน้าที่และงบประมาณมาสนับสนุนการอนุรักษ์สวนสวยที่ยิ่งใหญ่ ถ้าจะเปรียบก็น่าจะเทียบกับสวนลอยแห่งบาบิโลนในยุคโบราณก็ว่าได้

                 ทริปท่องเที่ยวอิสราเอลของชาวคณะจากไทยแลนด์แดนสยามตามที่ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ก็เอวังด้วยบรรยากาศแห่งความปีติที่ได้ชมเมืองมรดกโลกที่ล้ำค่า ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และดินแดนที่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ยังคงถูกเขียนขึ้นทุกวัน ดินแดนที่เรียกว่า "อิสราเอล"

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนที่ 2

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนที่ 2

                  ต่อจากพิพิธภัณฑ์ ไกด์ของชาวคณะก็นำไปชมเมืองเก่า ท่ามกลางอากาศที่ร้อน แสงแดดจัดสุดๆ เดินลัดเลาะไปตามถนนที่ปูด้วยหินทราย ซึมซับบรรยากาศของเมืองโบราณแห่งนี้ ผ่านบ้านเรือนเก่าๆ ที่ไกด์กระซิบเบาๆ ว่าราคาซื้อขายบ้านในเมืองเก่าจาฟฟานี้ราคาหลักสิบล้านเชคเคนขึ้นไป ก็ไม่มากไม่มายกว่าร้อยล้านบาทต่อบ้านในเมืองประวัติศาสตร์ที่เหมือนกับอยู่ในอุโมงค์แคบๆ มากกว่าที่จะเรียกว่าบ้าน

                  เดินไปเดินมาก็ผ่านไปถึงสถานทูตวาติกันประจำกรุงเทลอาวีฟ ที่อยู่บนไหล่เนินเมืองเก่าจาฟฟา กินพื้นที่สองฝั่งฟากถนน ซึ่งนับเป็นอาคารที่มีพื้นที่ใหญ่มากในเขตนี้ แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสำนักวาติกัน กระท่อนกระแท่นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันจึงไม่มีเอกอัครราชทูตจากสำนักวาติกันมาประจำในอาคารแห่งนี้ เหลือเพียงคนดูแลไม่กี่คนกับกำแพงสวยๆ ขนาดใหญ่ไว้ให้ดูต่างหน้า

                  ออกมาอีกหน่อยก็ถึงหอนาฬิกากลางเมืองจาฟฟาที่มีประวัติเก่าแก่ไม่น้อย เพราะถือกำเนิดเกิดขึ้นในยุคอาณาจักรออตโตมาน-เติร์ก โดยถือเป็นของขวัญของเจ้าครองอาณาจักรให้แก่พลเมืองจาฟฟาในสมัยนั้นให้ใช้ประโยชน์ในการบอกเวลาและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้

                  บ่ายแก่ๆ วันเดียวกันนั้น ก็แวะเดินที่ตลาดนัดกลางกรุงเทลอาวีฟ ที่มีสรรพสินค้าวางขายสารพัดสารพันเช่นกัน แต่สินค้าที่นี่จะเน้นไปที่สินค้าแฮนด์เมด อย่างชิ้นงานศิลปะ เครื่องประดับ เครื่องสำอางที่เป็นผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น

                  จุดเด่นประการหนึ่งของตลาดแห่งนี้คือการตั้งอยู่บนใจกลางของสัญลักษณ์ดาวแห่งเดวิด (Star of David) ที่เป็นสัญลักษณ์ของอิสราเอล จากการออกแบบผังเมืองโดยสถาปนิกชาวยุโรป ถ้าจะสังเกตดีๆ จะเห็นถนนที่ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์นั้นตัดกันเป็นแฉกกระจายไปในมุมต่างๆ ทำมุมทำองศากันไม่ตัดเป็นเส้นตรง ก็น่าจะเป็นไปได้จริงอย่างที่ได้ยินมา

                  หลังจากแวะเยี่ยมชมตลาดในกรุงเทลอาวีฟกันแล้วก็ถึงเวลาเดินทางไปยังนครเยรูซาเล็ม เมืองโบราณที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแรกในโลกที่เคยมีชีวิตอยู่ มีหลักฐานยืนยันว่านครเยรูซาเล็ม (เก่า) นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล เยรูซาเล็มจึงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เคยถูกทำลายมาแล้ว 2 ครั้ง ถูกยึดครอง 23 ครั้ง ถูกโจมตี 52 ครั้ง และมีการชิงเมืองคืนมากถึง 44 ครั้ง ทั้งยังเป็นจุดกำเนิดของศาสนา ถึง 3 ศาสนา ได้แก่ จูดาห์ คริสต์ และอิสลาม

                  เมืองโบราณแห่งนี้จึงต้องมีกำแพงที่แข็งแรงและแน่นหนา เพื่อป้องกันการโจมตีจากเหล่าอาณาจักรต่างๆ ที่แผ่อิทธิพลเหนือพื้นที่แห่งนี้ โดยเมื่อปี ค.ศ.1538 กษัตริย์สุไลมาน ทรงมีพระบัญชาให้สร้างกำแพงขึ้นล้อมรอบศูนย์กลางของเมืองไว้ และกำแพงแห่งนี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนครเยรูซาเล็มไปในที่สุด จนเมื่อปี ค.ศ.1981 องค์การยูเนสโกก็ได้ประกาศให้นครเยรูซาเล็มเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งการแสวงบุญของผู้ที่นับถือศาสนาสำคัญทั้งสาม ที่ต้องมาเยือนเมืองโบราณแห่งนี้ให้จงได้อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต

                  ที่นี่มีการจัดแสดงประวัติของเมืองไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองอย่างเนืองแน่น ทำให้เยรูซาเล็มกลายเป็น "ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต" ต่อไป บรรยากาศภายในเมืองนั้นมีทั้งของโบราณผสานไปกับสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อความสะดวกของผู้คน ในเขตเมืองเก่าเรายังคงพบเห็นเสาโบราณที่บ่งบอกถึงร่องรอยอารยธรรมของชาวกรีก ถนนปูหินโบราณ กำแพงหินทรายที่แม้จะมีการบูรณะกันใหม่แต่ยังคงเหลือร่องรอยของหินเก่า รวมทั้งหลุมลึกราว 30 เมตรที่ขุดไว้เพื่อแสดงถึงร่องรอยอารยธรรมของอาณาจักรต่างๆ ที่เคยแผ่อิทธิพลเข้าครอบครองพื้นที่นี้

                  กลางแดดที่แผดเผา แต่อากาศค่อนข้างเย็นสบายกว่ากรุงเทลอาวีฟ ชาวคณะเดินลัดเลาะไปตามถนนโบราณผ่านตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขายสินค้าหลากหลายส่วนใหญ่เป็นของใหม่ๆ ที่ผลิตขึ้นมาคล้ายกับของเก่า ผ่านเข้าป้อมโบราณที่มีชื่อว่าป้อมจาฟฟา ที่เป็นหนึ่งใน 5 ของทางเข้าหลักของเมือง ป้อมจาฟฟาแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับเมืองโบราณจาฟฟาที่กล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ เพราะเป็นเส้นทางนำสินค้าและลำเลียงไพร่พลเข้า-ออกจากตัวเมืองไปขึ้นเรือ ดังนั้น ตัวป้อมจึงมีความแน่นหนาเป็นพิเศษ นอกเหนือจากนั้นบริเวณประตูทางเข้ายังสร้างให้มีมุมเหลี่ยมไม่สามารถเดินตรงเข้าไปในตัวเมืองได้ ซึ่งไกด์ของเราอธิบายว่าเป็นเพราะการป้องกันไม่ให้ฝ่ายศัตรูนำจักรกลสงคราม อย่างเช่นเครื่องยิงหินหรือ คาตาพัลท์ หรือเกวียนขนาดใหญ่ ที่ใช้ลำเลียงอาวุธหรือเสบียงผ่านเข้ามาได้

                  ในช่วงค่ำคืนที่นี่ยังมีการแสดงแสงสีเสียง ชื่อ "The Night Spectacular" ในเขตเมืองเก่า บริเวณหอคอยแห่งดาวิด (Tower of David) ที่ทำได้อย่างอลังการงานสร้าง ใช้กำแพงเมืองเก่าเป็นฉาก สาดสีสัน จากโปรเจกเตอร์ และระบบเสียงชั้นดี เล่าเรื่องราวประวัติของนครเยรูซาเล็มยุคต่างๆ ไล่มาจากอาณาจักรโรมัน เปอร์เซีย จนถึงอาณาจักรออตโตมาน ที่เข้ามาครองเมืองนี้ ใครที่ฟังภาษาฮิบรูไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร เพราะโชว์นี้ แทบจะไม่มีภาษาฮิบรูให้ฟังเลย เพียงชมการแสดงของเขาก็จะเข้าใจจากภาพและเสียงที่ได้ยินไปเอง

                  โชว์นี้จัดขึ้นในช่วงหัวค่ำราว 3 ทุ่ม ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ก็จบ แต่ระหว่างรับชมแสง สีเสียง จะได้สัมผัสกับอากาศเย็นสบาย (สำหรับช่วงฤดูร้อนของอิสราเอล) เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลที่เป็นผู้ประสานงานของคณะบอกว่าถ้ามาในฤดูหนาวช่วงมกราคม อากาศจะถึงขั้นหนาวกันเลยทีเดียว และบางปีมีหิมะตกในเยรูซาเล็มด้วย ดังนั้นถ้าใครคิดจะไปเที่ยวอิสราเอลก็ต้องพึงตรวจสภาพอากาศและวางแผนจัดเสื้อผ้าให้ดีตามช่วงเวลาด้วยนะครับ

                  มาถึงอิสราเอลแล้วครั้นจะไม่ไปทะเลเดดซี ก็กะไรอยู่ ทางผู้จัดเลยนำชาวคณะขึ้นรถบัสไปท่องเที่ยวยังทะเลที่มีความเค็มมากที่สุดในโลก ที่อยู่ห่างจากนครเยรูซาเล็มราว 40 นาที ระหว่างทางยังได้พาแวะไปชมป้อมปราการมาซาดา ที่ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ ปีค.ศ.1 โดยดำริของกษัตริย์ อเลกซานเดอร์ ยานนูส ที่ต้องการป้อมปราการเพื่อสังเกตการณ์ และ ป้องกันการรุกรานของชาวโรมัน ป้อมแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขากลางทะเลทรายจูเดียน ที่สูงราว 400 เมตร หันหน้าไปทางทะเลเดดซี ด้านบนเป็นพื้นที่ขนาดราว 12 สนามฟุตบอล เต็มไปด้วยซากอาคารที่พัก ที่เก็บอาหาร น้ำดื่ม สำหรับทหารและครอบครัวที่อาศัยอยู่บนยอดเขาที่ทั้งร้อนจัดในตอนกลางวัน และหนาวจัดในตอนกลางคืน

                  ป้อมแห่งนี้ยังมีตำนานการฆ่าตัวตายเพื่อรักษาเกียรติ ของชาวยิวที่ถูกเรียกว่ากลุ่มกบฏซิคารี (Cicarii) แทนการถูกสังหารโดยเงื้อมดาบของทหารโรมัน ที่ต้องขอยกยอดไว้ในฉบับหน้าจะมาเล่าให้ฟังกันต่อไป

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนที่ 1

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนที่1

                    ในหลากหลายมุมมองต่อประเทศอิสราเอลนั้น เชื่อแน่ว่าจะต้องมีมุมหนึ่งที่คิดถึงดินแดนทางตอนเหนือของเอเชียกลาง ทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในฐานะแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของโลกด้วยอย่างแน่นอน เพราะอิสราเอลเป็นดินแดนที่มีความเก่าแก่ เป็นเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงระหว่างยุโรป กับเอเชียกลาง เหล่าผู้นำของอาณาจักรโบราณตั้งแต่ยุคโรมัน จนถึงอาณาจักรออตโตมาน-เติร์ก ต่างเข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้แบบสมบัติผลัดกันชมในช่วงกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา

                    แต่ละอาณาจักรที่เข้ายึดครองพื้นที่แห่งนี้ ก็จะสร้างป้อม ค่าย คูหา วังเวียง และอาคารบ้านเรือนต่างๆ ทับซ้อนกันไปบนพื้นที่ของอาณาจักรเก่าที่เคยครองแผ่นดินนี้อยู่ จนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยซากแห่งโบราณสถานที่ถ้าไม่ได้ตั้งใจค้นหากันจริงๆ ก็จะไม่มีวันมองเห็น เนื่องจากอาณาจักรโบราณที่ทับซ้อนกันอยู่ใต้ดินลึกลงไปกว่า 30 เมตร

                    ในอีกมุมหนึ่ง อิสราเอลยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เป็นจุดกำเนิดของศาสนาถึง 3 ศาสนา และด้วยปัจจัยนี้เองเป็นเหตุผลที่ทำให้อิสราเอลเป็นที่จับตามองของอาณาจักรต่างๆ มาโดยตลอดด้วยเช่นกัน

                    การเดินทางไปยังอิสราเอลไม่ยากอย่างที่คิด สำหรับคนไทยแล้วต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ สำหรับผู้ที่จะทำวีซ่าเข้าอิสราเอลสามารถติดต่อได้ที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่ชั้น 30 อาคารโอเชียน ทาวเวอร์ 2 ถนนอโศก-มนตรี รายละเอียดการทำวีซ่าหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ http://embassies.gov.il/bangkok/ 

                    สำหรับผมเองได้รับเชิญจากสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ให้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของประเทศ และสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำ โดยมีสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย และนิวซีแลนด์ ร่วมคณะด้วย ช่วงเวลาการเดินทางอยู่ในเดือนสิงหาคม ในเวลาที่ทั้งสภาพอากาศและบรรยากาศในอิสราเอล "ร้อน" ไปหมด

                    เมื่อเดินทางถึงสนามบินนานาชาติเบน กูเรียน กรุงเทลอาวีฟ ก็ต้องผ่านด่านตรวจของตรวจคนเข้าเมือง ที่จะตรวจวีซ่าของผู้เดินทางแต่ละคน แต่จะไม่มีการประทับตราการเดินทางเข้าอิสราเอลในพาสปอร์ตของเรา เจ้าหน้าที่จะให้บัตรสีน้ำเงินที่มีคิวอาร์โค้ด ในการผ่านเข้าไปยังตัวอาคารผู้โดยสารของสนามบิน แทนการตรวจลงตรา ซึ่งถือว่าเป็นการดีเนื่องจากอิสราเอลเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งสูง และหากหนังสือเดินทางของท่านมีตราประทับการเข้าดินแดนอิสราเอลแล้ว อาจจะมีปัญหาในขั้นตอนการขอวีซ่าเข้าประเทศอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

                    สนามบินเบน กูเรียน เป็นสนามบินขนาดกลาง ไม่ใหญ่โตมากนัก ตัวอาคารมีการนำเอาหินทรายมาตกแต่งประดับ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าท่านกำลังเข้าสู่ดินแดนประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ที่ใช้หินทรายเป็นหลักในการก่อสร้าง ที่นี่ท่านสามารถแลกเงินเชคเคน (Shecken) ที่เป็นเงินสกุลของอิสราเอล โดยไม่มีค่าบริการเพิ่มเติม ขณะที่ร้านรับแลกเงินตามสถานที่ท่องเที่ยวอาจจะชาร์จค่าบริการ 3-4% ในแต่ละครั้ง

                    และสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อสื่อสารในอิสราเอลหรือโทรกลับมายังประเทศไทย ก็สามารถซื้อซิมการ์ด แบบเติมเงินที่เหมาจ่ายค่าโทรศัพท์เป็นรายสัปดาห์ได้ ณ ที่นี่ ราคาค่างวดก็ไม่แพงมากแค่ 100 เชคเคน  (ประมาณ 1,000 บาท) เท่านั้น

                    การเดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรมที่พักของคณะผู้สื่อข่าวจากไทย ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตแนะนำให้ใช้บริการของแท็กซี่ จากสนามบินไปยังโรงแรมเมโลดี้ ที่อยู่ในเขตเทลอาวีฟ จาฟฟา ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งตรงนี้มีค่าใช้จ่ายที่ 152 เชคเคน (ประมาณ 1,500 บาท) ซึ่งถือว่าเป็นราคามาตรฐานสำหรับแท็กซี่จากสนามบินนานาชาติ แต่ถ้าจะประหยัดเงินกว่านั้น ก็สามารถเลือกใช้บริการรถโดยสาร และรถไฟจากสนามบินเข้ามายังตัวเมืองเทลอาวีฟได้ โดยรู้มาว่าค่าโดยสารจากสนามบินมายังโรงแรมที่พักนั้นเพียง 20 เชคเคนเท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องเดินลากกระเป๋าเข้ามาที่โรงแรมเอง

                    ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผู้เขียนเดินทางไปนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยช่วงกลางวันไม่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส ดังนั้นผู้ที่จะเดินทางไปยังอิสราเอลควรเตรียมใจ กับเสื้อผ้าสบายๆ แม้แต่กางเกงขาสั้นก็ควรใช้ เพราะที่นี่ไม่ถือเรื่องระเบียบการแต่งกายกันมากนัก แต่ที่สำคัญควรพกครีมกันแดด หมวก และแว่นกันแดดไปด้วย ป้องกันสายตาและผิวหนังจากการถูกไอแดดที่แผดเผารุมผิวเนื้อจนกลายเป็นสีคล้ำแทน

                    ที่สำคัญที่สุดคือ น้ำ ครับ ต้องพกขวดน้ำไปเป็นนิสัย และควรจิบเป็นประจำ ทีละน้อยๆ ถ้าน้ำหมดสามารถหาเติมได้จากห้องน้ำสาธารณะหรือร้านอาหารที่เข้าไปรับประทาน เพราะที่นี่น้ำประปาดื่มได้ และไม่คุ้มถ้าจะต้องไปซื้อน้ำขวดกันทีละ 8 เชคเคน (80 บาท) ตามแหล่งท่องเที่ยว

                    สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอิสราเอลนั้นจะเน้นหนักไปที่แหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่นชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทะเลเดดซี รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่ต้องยอมรับว่าชาวอิสราเอลสร้างขึ้นมาได้อย่างมีชั้นเชิง น่าสนใจอย่างมาก

                    ในทริปนี้ชาวคณะได้ไปสัมผัสกับ "จาฟฟา" (Jaffa) เมืองท่าโบราณ ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อิสราเอลและเชื่อมโยงไปยังนครเยรูซาเล็ม เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีอายุยาวนานก่า 2,000 ปี จาฟฟาในปัจจุบันถูกปรับเป็นเมืองสำหรับอยู่อาศัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ของเมืองโบราณไว้อยู่เช่นเดิม อาคารต่างๆ ได้รับการบูรณะให้มีความแข็งแรงขึ้น แต่ยังคงใช้หินทรายประดับด้านหน้าอาคาร เพื่อรักษากลิ่นอายของความเป็นเมืองโบราณอยู่เช่นเดิม

                    หินทรายที่นี่ เป็นหินสีเหลือง มีรูพรุน ราวกับเนยแข็งสวิส แต่เมื่อนำมาประกอบกันเป็นอาคารทั่วเมืองแล้ว ให้ความรู้สึก "โบร้าณ โบราณ" จริงๆ

                    ไกด์ของเรานำชาวคณะเดินไปตามทางเล็กๆ เข้าสู่เมืองเก่าจาฟฟา พร้อมบรรยายประวัติของตัวเมืองและท่าเรือที่น่าทึ่ง พื้นที่นี้เคยเป็นเมืองท่าแห่งเดียวที่มีคลื่นไม่แรง และสามารถจอดเรือเทียบท่าได้ ขณะที่พื้นที่รอบข้างจะเป็นเขตคลื่นแรง มีหินโสโครกคอยทิ่มแทงเรือที่หลุดเข้ามาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ให้จมลงไปในท้องทะเล จนถึงกับมีคำผรุสวาทว่า "ไปจาฟฟา" (Go to Jaffa) ที่ให้อารมณ์เหมือนกับคำว่า "ไปลงนรกซะ" (Go to Hell) เช่นเดียวกับปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนสภาพความเลวร้ายของคลื่นลมและสภาพความยากลำบากที่จะเดินทางมายังท่าเรือแห่งนี้

                    แน่นอนเมืองท่าโบราณย่อมต้องมีป้อมปราการไว้คอยป้องกันและเป็นศูนย์บัญชาการต่างๆ ที่จาฟฟาก็มีป้อมปราการที่มีขนาดเท่ากับเมืองย่อมๆ เป็นพื้นดินปูด้วยหินยกระดับ ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนอาณาจักรโรมัน ซึ่งเมื่ออาณาจักรอื่นเข้ามาครอบครองพื้นที่ก็จะสร้างถนน อาคาร ทับถมกันไปจนมีความสูงราว 40 เมตรเช่นนี้

                    ภายในป้อมโบราณ ปัจจุบันมีการจัดสรรเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ที่นอกจากจะแสดงประวัติของเมืองเก่าจาฟฟา ผ่านนิทรรศการที่จัดในพื้นที่จริง และมีช่องกระจกยกพื้นที่แสดงถึงหลักฐานโบราณวัตถุที่อยู่ข้างใต้ให้เห็นอย่างน่าชมแล้ว ยังมีการอนุรักษณ์การผลิตเครื่องประดับที่ทำจากดินเหนียวผสมสี ที่ใช้การปั้นแล้วนำมาประกอบกันเป็นส่วนๆ ให้เป็นลวดลายต่างๆ ก่อนนำไปเผา และลงน้ำยาเพื่อรักษาสภาพ ดูไปก็คล้ายกับการปั้นข้าวห่อสาหร่ายของญี่ปุ่นที่สามารถพลิกแพลงให้ไส้ภายในแสดงภาพกราฟฟิกต่างๆ แม้กระทั่งหน้าแพนด้าได้ด้วยเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

DIY BALENCIAGA CROP TOP ไอเดียเก๋ๆ ทำเสื้อสั้นครึ่งตัว ง่ายและดูดี

D.I.Y BALENCIAGA CROP TOP 

       จากบล็อกที่แล้ว ได้อัพเดตเทรนด์แฟชั่นเสื้อ BALENCIAGA CROP TOP ถ้าหากเพื่อนๆที่อยากได้เสื้อสั้น เสื้อ crop top ลุคนี้ไปใส่ แต่เกิดไม่มั่นใจว่าซื้อมาแล้วจะกล้าใส่ หรือเกรงว่าซื้อมาแล้วใส่ได้ไม่กี่ครั้งก็เบื่อ วันนี้ข้าพเจ้ามีไอเดียเก๋ๆ มาแนะนำค่ะ 

       ได้ไปเจอเว็บเกี่ยวกับ D.I.Y ดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่ให้เป็น Girly Stuffs ตามแฟชั่น ยอมรับว่าพวกฝรั่งเนี่ย เค้ามีไอเดียสร้างสรรค์จริงๆ อาจจะเป็นเพราะข้าวยากหมากแพง อย่าว่าแต่แฟชั่นแบรนด์เนมเลย ขนาดจะเข้าร้านซอยผมยังต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีๆ เพราะแค่สระ ซอย เมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วจะเป็นลม ถูกที่สุดก็ 30 Euro คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,260 บาท ( 1 Euro ประมาณ 42 บาท) 

      D.I.Y Balenciaga Crop top 

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. เสื้อกล้ามสีขาว
  2. กรรไกรตัดผ้า
  3. เข็มและด้ายสีขาว

How to:

    1. เสื้อกล้ามสีขาว



    2. ตัดเสื้อกล้ามจากด้านข้าง โดยเว้นจากตะเข็บประมาณ 1 ซม. (อย่าตัดตรงตะเข็บนะ)

    3. ตัดออกทั้ง 2 ข้าง และตัดด้านบนออก (ด้านนี้จะเป็นส่วนหลังของเสื้อ)

    4. กลับเสื้ออีกด้าน ตัดตรงกลาง (ด้านนี้เป็นส่วนหน้าของเสื้อ)

   5. ตัดผ่าจนสุด    
 
    6. เมื่อตัดเสร็จแล้ว จะได้หน้าตาออกมาแบบนี้ ^_^

   7. วิธีการใส่เสื้อ BALENCIAGA CROP TOP  ที่เราทำเอง
   ด้านที่ตัดผ่าจนสุดจะเป็นด้านหน้าที่จะนำมาไขว้กัน และผูกด้านหลังเป็นโบว์

    8. ส่วนที่เหลือคือการพับเก็บรายละเอียด จากเสื้อกล้ามคอปาด ให้เป็นคอวี 

   9. ส่วนแขนเสื้อให้เราใช้เข็มร้อยด้าย เย็บให้เข้ากัน เพื่อจับจีบเล็กๆ ให้ดูเป็นดีไซน์เก๋ๆ

    เสร็จเรียบร้อย!   

Fashion Trend 2014 เสื้อครึ่งตัว สไตล์ BALENCIAGA

BALENCIAGA Crop top

เรียกว่ามาแรงจริงๆ สำหรับเสื้อสั้น เสื้อครึ่งตัว หรือที่เราเรียก Crop top เผยหน้าท้องเนียนๆ ของสาวๆ เป็นแฟชั่นลุคส์ สำหรับสาวๆที่ต้องการโชว์ความฟิต ของหน้าท้อง สำหรับข้าพเจ้า ลุคส์นี้ คงต้องขอผ่านไปก่อนค่ะ เพราะไม่งั้นแทนที่จะดูเซ็กซี่ อาจจะเป็นเซ็กเสื่อม และก็อยากไปโดดน้ำทะเลแทน เพราะมีแต่ห่วงยาง 5555+

แบรนด์ BALENCIAGA (อ่านออกเสียงว่า บาลองเซีย) เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดในประเทศสเปนค่ะ โดยนักออกแบบ Cristobal Balenciaga งานออกแบบของเขาได้รับการยอมรับจาก พระราชวงศ์สเปนและชนชั้นสูง ที่ชื่นชอบการออกแบบของเขา ด้วยสไตล์งานที่เรียบหรู ดูดี น้อยแต่มาก (Less is More)
ประวัติของ Cristobal Balenciaga สำหรับงานคอลเลคชั่นของเขาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันแบรนด์ BALENCIAGA อยู่ภายใต้การบริหารงานของกลุ่ม Gucci 

Fashion Trend 2014 เสื้อครึ่งตัว สไตล์ BALENCIAGA








งานนี้สาวๆที่มั่นใจในหุ่นฟิตเชี๊ยะ อย่าพลาดไปหามาใส่กันนะคะ