วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนที่ 1

ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนที่1

                    ในหลากหลายมุมมองต่อประเทศอิสราเอลนั้น เชื่อแน่ว่าจะต้องมีมุมหนึ่งที่คิดถึงดินแดนทางตอนเหนือของเอเชียกลาง ทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในฐานะแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของโลกด้วยอย่างแน่นอน เพราะอิสราเอลเป็นดินแดนที่มีความเก่าแก่ เป็นเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงระหว่างยุโรป กับเอเชียกลาง เหล่าผู้นำของอาณาจักรโบราณตั้งแต่ยุคโรมัน จนถึงอาณาจักรออตโตมาน-เติร์ก ต่างเข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้แบบสมบัติผลัดกันชมในช่วงกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา

                    แต่ละอาณาจักรที่เข้ายึดครองพื้นที่แห่งนี้ ก็จะสร้างป้อม ค่าย คูหา วังเวียง และอาคารบ้านเรือนต่างๆ ทับซ้อนกันไปบนพื้นที่ของอาณาจักรเก่าที่เคยครองแผ่นดินนี้อยู่ จนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยซากแห่งโบราณสถานที่ถ้าไม่ได้ตั้งใจค้นหากันจริงๆ ก็จะไม่มีวันมองเห็น เนื่องจากอาณาจักรโบราณที่ทับซ้อนกันอยู่ใต้ดินลึกลงไปกว่า 30 เมตร

                    ในอีกมุมหนึ่ง อิสราเอลยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เป็นจุดกำเนิดของศาสนาถึง 3 ศาสนา และด้วยปัจจัยนี้เองเป็นเหตุผลที่ทำให้อิสราเอลเป็นที่จับตามองของอาณาจักรต่างๆ มาโดยตลอดด้วยเช่นกัน

                    การเดินทางไปยังอิสราเอลไม่ยากอย่างที่คิด สำหรับคนไทยแล้วต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ สำหรับผู้ที่จะทำวีซ่าเข้าอิสราเอลสามารถติดต่อได้ที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่ชั้น 30 อาคารโอเชียน ทาวเวอร์ 2 ถนนอโศก-มนตรี รายละเอียดการทำวีซ่าหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ http://embassies.gov.il/bangkok/ 

                    สำหรับผมเองได้รับเชิญจากสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ให้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของประเทศ และสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำ โดยมีสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย และนิวซีแลนด์ ร่วมคณะด้วย ช่วงเวลาการเดินทางอยู่ในเดือนสิงหาคม ในเวลาที่ทั้งสภาพอากาศและบรรยากาศในอิสราเอล "ร้อน" ไปหมด

                    เมื่อเดินทางถึงสนามบินนานาชาติเบน กูเรียน กรุงเทลอาวีฟ ก็ต้องผ่านด่านตรวจของตรวจคนเข้าเมือง ที่จะตรวจวีซ่าของผู้เดินทางแต่ละคน แต่จะไม่มีการประทับตราการเดินทางเข้าอิสราเอลในพาสปอร์ตของเรา เจ้าหน้าที่จะให้บัตรสีน้ำเงินที่มีคิวอาร์โค้ด ในการผ่านเข้าไปยังตัวอาคารผู้โดยสารของสนามบิน แทนการตรวจลงตรา ซึ่งถือว่าเป็นการดีเนื่องจากอิสราเอลเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งสูง และหากหนังสือเดินทางของท่านมีตราประทับการเข้าดินแดนอิสราเอลแล้ว อาจจะมีปัญหาในขั้นตอนการขอวีซ่าเข้าประเทศอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

                    สนามบินเบน กูเรียน เป็นสนามบินขนาดกลาง ไม่ใหญ่โตมากนัก ตัวอาคารมีการนำเอาหินทรายมาตกแต่งประดับ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าท่านกำลังเข้าสู่ดินแดนประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ที่ใช้หินทรายเป็นหลักในการก่อสร้าง ที่นี่ท่านสามารถแลกเงินเชคเคน (Shecken) ที่เป็นเงินสกุลของอิสราเอล โดยไม่มีค่าบริการเพิ่มเติม ขณะที่ร้านรับแลกเงินตามสถานที่ท่องเที่ยวอาจจะชาร์จค่าบริการ 3-4% ในแต่ละครั้ง

                    และสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อสื่อสารในอิสราเอลหรือโทรกลับมายังประเทศไทย ก็สามารถซื้อซิมการ์ด แบบเติมเงินที่เหมาจ่ายค่าโทรศัพท์เป็นรายสัปดาห์ได้ ณ ที่นี่ ราคาค่างวดก็ไม่แพงมากแค่ 100 เชคเคน  (ประมาณ 1,000 บาท) เท่านั้น

                    การเดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรมที่พักของคณะผู้สื่อข่าวจากไทย ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตแนะนำให้ใช้บริการของแท็กซี่ จากสนามบินไปยังโรงแรมเมโลดี้ ที่อยู่ในเขตเทลอาวีฟ จาฟฟา ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งตรงนี้มีค่าใช้จ่ายที่ 152 เชคเคน (ประมาณ 1,500 บาท) ซึ่งถือว่าเป็นราคามาตรฐานสำหรับแท็กซี่จากสนามบินนานาชาติ แต่ถ้าจะประหยัดเงินกว่านั้น ก็สามารถเลือกใช้บริการรถโดยสาร และรถไฟจากสนามบินเข้ามายังตัวเมืองเทลอาวีฟได้ โดยรู้มาว่าค่าโดยสารจากสนามบินมายังโรงแรมที่พักนั้นเพียง 20 เชคเคนเท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องเดินลากกระเป๋าเข้ามาที่โรงแรมเอง

                    ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผู้เขียนเดินทางไปนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยช่วงกลางวันไม่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส ดังนั้นผู้ที่จะเดินทางไปยังอิสราเอลควรเตรียมใจ กับเสื้อผ้าสบายๆ แม้แต่กางเกงขาสั้นก็ควรใช้ เพราะที่นี่ไม่ถือเรื่องระเบียบการแต่งกายกันมากนัก แต่ที่สำคัญควรพกครีมกันแดด หมวก และแว่นกันแดดไปด้วย ป้องกันสายตาและผิวหนังจากการถูกไอแดดที่แผดเผารุมผิวเนื้อจนกลายเป็นสีคล้ำแทน

                    ที่สำคัญที่สุดคือ น้ำ ครับ ต้องพกขวดน้ำไปเป็นนิสัย และควรจิบเป็นประจำ ทีละน้อยๆ ถ้าน้ำหมดสามารถหาเติมได้จากห้องน้ำสาธารณะหรือร้านอาหารที่เข้าไปรับประทาน เพราะที่นี่น้ำประปาดื่มได้ และไม่คุ้มถ้าจะต้องไปซื้อน้ำขวดกันทีละ 8 เชคเคน (80 บาท) ตามแหล่งท่องเที่ยว

                    สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอิสราเอลนั้นจะเน้นหนักไปที่แหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่นชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทะเลเดดซี รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่ต้องยอมรับว่าชาวอิสราเอลสร้างขึ้นมาได้อย่างมีชั้นเชิง น่าสนใจอย่างมาก

                    ในทริปนี้ชาวคณะได้ไปสัมผัสกับ "จาฟฟา" (Jaffa) เมืองท่าโบราณ ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อิสราเอลและเชื่อมโยงไปยังนครเยรูซาเล็ม เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีอายุยาวนานก่า 2,000 ปี จาฟฟาในปัจจุบันถูกปรับเป็นเมืองสำหรับอยู่อาศัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ของเมืองโบราณไว้อยู่เช่นเดิม อาคารต่างๆ ได้รับการบูรณะให้มีความแข็งแรงขึ้น แต่ยังคงใช้หินทรายประดับด้านหน้าอาคาร เพื่อรักษากลิ่นอายของความเป็นเมืองโบราณอยู่เช่นเดิม

                    หินทรายที่นี่ เป็นหินสีเหลือง มีรูพรุน ราวกับเนยแข็งสวิส แต่เมื่อนำมาประกอบกันเป็นอาคารทั่วเมืองแล้ว ให้ความรู้สึก "โบร้าณ โบราณ" จริงๆ

                    ไกด์ของเรานำชาวคณะเดินไปตามทางเล็กๆ เข้าสู่เมืองเก่าจาฟฟา พร้อมบรรยายประวัติของตัวเมืองและท่าเรือที่น่าทึ่ง พื้นที่นี้เคยเป็นเมืองท่าแห่งเดียวที่มีคลื่นไม่แรง และสามารถจอดเรือเทียบท่าได้ ขณะที่พื้นที่รอบข้างจะเป็นเขตคลื่นแรง มีหินโสโครกคอยทิ่มแทงเรือที่หลุดเข้ามาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ให้จมลงไปในท้องทะเล จนถึงกับมีคำผรุสวาทว่า "ไปจาฟฟา" (Go to Jaffa) ที่ให้อารมณ์เหมือนกับคำว่า "ไปลงนรกซะ" (Go to Hell) เช่นเดียวกับปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนสภาพความเลวร้ายของคลื่นลมและสภาพความยากลำบากที่จะเดินทางมายังท่าเรือแห่งนี้

                    แน่นอนเมืองท่าโบราณย่อมต้องมีป้อมปราการไว้คอยป้องกันและเป็นศูนย์บัญชาการต่างๆ ที่จาฟฟาก็มีป้อมปราการที่มีขนาดเท่ากับเมืองย่อมๆ เป็นพื้นดินปูด้วยหินยกระดับ ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนอาณาจักรโรมัน ซึ่งเมื่ออาณาจักรอื่นเข้ามาครอบครองพื้นที่ก็จะสร้างถนน อาคาร ทับถมกันไปจนมีความสูงราว 40 เมตรเช่นนี้

                    ภายในป้อมโบราณ ปัจจุบันมีการจัดสรรเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ที่นอกจากจะแสดงประวัติของเมืองเก่าจาฟฟา ผ่านนิทรรศการที่จัดในพื้นที่จริง และมีช่องกระจกยกพื้นที่แสดงถึงหลักฐานโบราณวัตถุที่อยู่ข้างใต้ให้เห็นอย่างน่าชมแล้ว ยังมีการอนุรักษณ์การผลิตเครื่องประดับที่ทำจากดินเหนียวผสมสี ที่ใช้การปั้นแล้วนำมาประกอบกันเป็นส่วนๆ ให้เป็นลวดลายต่างๆ ก่อนนำไปเผา และลงน้ำยาเพื่อรักษาสภาพ ดูไปก็คล้ายกับการปั้นข้าวห่อสาหร่ายของญี่ปุ่นที่สามารถพลิกแพลงให้ไส้ภายในแสดงภาพกราฟฟิกต่างๆ แม้กระทั่งหน้าแพนด้าได้ด้วยเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น