ท่องแดนศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล - ตอนที่ 2
ต่อจากพิพิธภัณฑ์ ไกด์ของชาวคณะก็นำไปชมเมืองเก่า ท่ามกลางอากาศที่ร้อน แสงแดดจัดสุดๆ เดินลัดเลาะไปตามถนนที่ปูด้วยหินทราย ซึมซับบรรยากาศของเมืองโบราณแห่งนี้ ผ่านบ้านเรือนเก่าๆ ที่ไกด์กระซิบเบาๆ ว่าราคาซื้อขายบ้านในเมืองเก่าจาฟฟานี้ราคาหลักสิบล้านเชคเคนขึ้นไป ก็ไม่มากไม่มายกว่าร้อยล้านบาทต่อบ้านในเมืองประวัติศาสตร์ที่เหมือนกับอยู่ในอุโมงค์แคบๆ มากกว่าที่จะเรียกว่าบ้านเดินไปเดินมาก็ผ่านไปถึงสถานทูตวาติกันประจำกรุงเทลอาวีฟ ที่อยู่บนไหล่เนินเมืองเก่าจาฟฟา กินพื้นที่สองฝั่งฟากถนน ซึ่งนับเป็นอาคารที่มีพื้นที่ใหญ่มากในเขตนี้ แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสำนักวาติกัน กระท่อนกระแท่นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันจึงไม่มีเอกอัครราชทูตจากสำนักวาติกันมาประจำในอาคารแห่งนี้ เหลือเพียงคนดูแลไม่กี่คนกับกำแพงสวยๆ ขนาดใหญ่ไว้ให้ดูต่างหน้า
ออกมาอีกหน่อยก็ถึงหอนาฬิกากลางเมืองจาฟฟาที่มีประวัติเก่าแก่ไม่น้อย เพราะถือกำเนิดเกิดขึ้นในยุคอาณาจักรออตโตมาน-เติร์ก โดยถือเป็นของขวัญของเจ้าครองอาณาจักรให้แก่พลเมืองจาฟฟาในสมัยนั้นให้ใช้ประโยชน์ในการบอกเวลาและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้
บ่ายแก่ๆ วันเดียวกันนั้น ก็แวะเดินที่ตลาดนัดกลางกรุงเทลอาวีฟ ที่มีสรรพสินค้าวางขายสารพัดสารพันเช่นกัน แต่สินค้าที่นี่จะเน้นไปที่สินค้าแฮนด์เมด อย่างชิ้นงานศิลปะ เครื่องประดับ เครื่องสำอางที่เป็นผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น
จุดเด่นประการหนึ่งของตลาดแห่งนี้คือการตั้งอยู่บนใจกลางของสัญลักษณ์ดาวแห่งเดวิด (Star of David) ที่เป็นสัญลักษณ์ของอิสราเอล จากการออกแบบผังเมืองโดยสถาปนิกชาวยุโรป ถ้าจะสังเกตดีๆ จะเห็นถนนที่ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์นั้นตัดกันเป็นแฉกกระจายไปในมุมต่างๆ ทำมุมทำองศากันไม่ตัดเป็นเส้นตรง ก็น่าจะเป็นไปได้จริงอย่างที่ได้ยินมา
หลังจากแวะเยี่ยมชมตลาดในกรุงเทลอาวีฟกันแล้วก็ถึงเวลาเดินทางไปยังนครเยรูซาเล็ม เมืองโบราณที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแรกในโลกที่เคยมีชีวิตอยู่ มีหลักฐานยืนยันว่านครเยรูซาเล็ม (เก่า) นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล เยรูซาเล็มจึงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เคยถูกทำลายมาแล้ว 2 ครั้ง ถูกยึดครอง 23 ครั้ง ถูกโจมตี 52 ครั้ง และมีการชิงเมืองคืนมากถึง 44 ครั้ง ทั้งยังเป็นจุดกำเนิดของศาสนา ถึง 3 ศาสนา ได้แก่ จูดาห์ คริสต์ และอิสลาม
เมืองโบราณแห่งนี้จึงต้องมีกำแพงที่แข็งแรงและแน่นหนา เพื่อป้องกันการโจมตีจากเหล่าอาณาจักรต่างๆ ที่แผ่อิทธิพลเหนือพื้นที่แห่งนี้ โดยเมื่อปี ค.ศ.1538 กษัตริย์สุไลมาน ทรงมีพระบัญชาให้สร้างกำแพงขึ้นล้อมรอบศูนย์กลางของเมืองไว้ และกำแพงแห่งนี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนครเยรูซาเล็มไปในที่สุด จนเมื่อปี ค.ศ.1981 องค์การยูเนสโกก็ได้ประกาศให้นครเยรูซาเล็มเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งการแสวงบุญของผู้ที่นับถือศาสนาสำคัญทั้งสาม ที่ต้องมาเยือนเมืองโบราณแห่งนี้ให้จงได้อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต
ที่นี่มีการจัดแสดงประวัติของเมืองไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองอย่างเนืองแน่น ทำให้เยรูซาเล็มกลายเป็น "ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต" ต่อไป บรรยากาศภายในเมืองนั้นมีทั้งของโบราณผสานไปกับสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อความสะดวกของผู้คน ในเขตเมืองเก่าเรายังคงพบเห็นเสาโบราณที่บ่งบอกถึงร่องรอยอารยธรรมของชาวกรีก ถนนปูหินโบราณ กำแพงหินทรายที่แม้จะมีการบูรณะกันใหม่แต่ยังคงเหลือร่องรอยของหินเก่า รวมทั้งหลุมลึกราว 30 เมตรที่ขุดไว้เพื่อแสดงถึงร่องรอยอารยธรรมของอาณาจักรต่างๆ ที่เคยแผ่อิทธิพลเข้าครอบครองพื้นที่นี้
กลางแดดที่แผดเผา แต่อากาศค่อนข้างเย็นสบายกว่ากรุงเทลอาวีฟ ชาวคณะเดินลัดเลาะไปตามถนนโบราณผ่านตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขายสินค้าหลากหลายส่วนใหญ่เป็นของใหม่ๆ ที่ผลิตขึ้นมาคล้ายกับของเก่า ผ่านเข้าป้อมโบราณที่มีชื่อว่าป้อมจาฟฟา ที่เป็นหนึ่งใน 5 ของทางเข้าหลักของเมือง ป้อมจาฟฟาแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับเมืองโบราณจาฟฟาที่กล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ เพราะเป็นเส้นทางนำสินค้าและลำเลียงไพร่พลเข้า-ออกจากตัวเมืองไปขึ้นเรือ ดังนั้น ตัวป้อมจึงมีความแน่นหนาเป็นพิเศษ นอกเหนือจากนั้นบริเวณประตูทางเข้ายังสร้างให้มีมุมเหลี่ยมไม่สามารถเดินตรงเข้าไปในตัวเมืองได้ ซึ่งไกด์ของเราอธิบายว่าเป็นเพราะการป้องกันไม่ให้ฝ่ายศัตรูนำจักรกลสงคราม อย่างเช่นเครื่องยิงหินหรือ คาตาพัลท์ หรือเกวียนขนาดใหญ่ ที่ใช้ลำเลียงอาวุธหรือเสบียงผ่านเข้ามาได้
ในช่วงค่ำคืนที่นี่ยังมีการแสดงแสงสีเสียง ชื่อ "The Night Spectacular" ในเขตเมืองเก่า บริเวณหอคอยแห่งดาวิด (Tower of David) ที่ทำได้อย่างอลังการงานสร้าง ใช้กำแพงเมืองเก่าเป็นฉาก สาดสีสัน จากโปรเจกเตอร์ และระบบเสียงชั้นดี เล่าเรื่องราวประวัติของนครเยรูซาเล็มยุคต่างๆ ไล่มาจากอาณาจักรโรมัน เปอร์เซีย จนถึงอาณาจักรออตโตมาน ที่เข้ามาครองเมืองนี้ ใครที่ฟังภาษาฮิบรูไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร เพราะโชว์นี้ แทบจะไม่มีภาษาฮิบรูให้ฟังเลย เพียงชมการแสดงของเขาก็จะเข้าใจจากภาพและเสียงที่ได้ยินไปเอง
โชว์นี้จัดขึ้นในช่วงหัวค่ำราว 3 ทุ่ม ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ก็จบ แต่ระหว่างรับชมแสง สีเสียง จะได้สัมผัสกับอากาศเย็นสบาย (สำหรับช่วงฤดูร้อนของอิสราเอล) เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลที่เป็นผู้ประสานงานของคณะบอกว่าถ้ามาในฤดูหนาวช่วงมกราคม อากาศจะถึงขั้นหนาวกันเลยทีเดียว และบางปีมีหิมะตกในเยรูซาเล็มด้วย ดังนั้นถ้าใครคิดจะไปเที่ยวอิสราเอลก็ต้องพึงตรวจสภาพอากาศและวางแผนจัดเสื้อผ้าให้ดีตามช่วงเวลาด้วยนะครับ
มาถึงอิสราเอลแล้วครั้นจะไม่ไปทะเลเดดซี ก็กะไรอยู่ ทางผู้จัดเลยนำชาวคณะขึ้นรถบัสไปท่องเที่ยวยังทะเลที่มีความเค็มมากที่สุดในโลก ที่อยู่ห่างจากนครเยรูซาเล็มราว 40 นาที ระหว่างทางยังได้พาแวะไปชมป้อมปราการมาซาดา ที่ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ ปีค.ศ.1 โดยดำริของกษัตริย์ อเลกซานเดอร์ ยานนูส ที่ต้องการป้อมปราการเพื่อสังเกตการณ์ และ ป้องกันการรุกรานของชาวโรมัน ป้อมแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขากลางทะเลทรายจูเดียน ที่สูงราว 400 เมตร หันหน้าไปทางทะเลเดดซี ด้านบนเป็นพื้นที่ขนาดราว 12 สนามฟุตบอล เต็มไปด้วยซากอาคารที่พัก ที่เก็บอาหาร น้ำดื่ม สำหรับทหารและครอบครัวที่อาศัยอยู่บนยอดเขาที่ทั้งร้อนจัดในตอนกลางวัน และหนาวจัดในตอนกลางคืน
ป้อมแห่งนี้ยังมีตำนานการฆ่าตัวตายเพื่อรักษาเกียรติ ของชาวยิวที่ถูกเรียกว่ากลุ่มกบฏซิคารี (Cicarii) แทนการถูกสังหารโดยเงื้อมดาบของทหารโรมัน ที่ต้องขอยกยอดไว้ในฉบับหน้าจะมาเล่าให้ฟังกันต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น